โรคซิฟิลิส คืออะไร
โรคซิฟิลิส (Syphilis) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infection – STI) ชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Treponema pallidumโรคนี้เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ในระยะแรกๆ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา เชื้อจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ตอนที่ 1 : อาการโรคซิฟิลิสแต่ละระยะ
ตอนที่ 2 : สาเหตุและการติดต่อของโรคซิฟิลิส
ตอนที่ 3 : การวินิจฉัยและการรักษาโรคซิฟิลิส
ตอนที่ 4 : ภาวะแทรกซ้อนและการป้องกันซิฟิลิสระยะยาว
ตอนที่ 5 : สรุป
อาการ โรคซิฟิลิส แต่ละระยะ
โรคนี้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีอาการหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของโรค ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา เชื้อจะดำเนินไปในร่างกายเป็นระยะเวลานานหลายปี และอาจนำไปสู่ความเสียหายต่ออวัยวะภายในที่รุนแรงได้ การทำความเข้าใจอาการในแต่ละระยะจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ทันท่วงที โรคซิฟิลิสแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักๆ และระยะแฝง ดังนี้
1. ระยะที่ 1 (Primary Syphilis)
ระยะเวลา: โดยทั่วไปจะปรากฏอาการประมาณ 10-90 วัน (เฉลี่ย 21 วัน) หลังจากได้รับเชื้อ
แผลริมแข็ง (Chancre): เป็นอาการที่เด่นชัดที่สุดของระยะนี้ ลักษณะเป็นแผลขนาดเล็ก (ประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร) ขอบแข็ง ก้นแผลสะอาด ไม่เจ็บปวด และมักมีเพียงแผลเดียว
ตำแหน่งที่พบ: แผลมักจะเกิดบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย เช่น อวัยวะเพศ (องคชาต ช่องคลอด ปากมดลูก), ทวารหนัก, หรือปาก (ริมฝีปาก ลิ้น เพดานปาก)
ต่อมน้ำเหลืองโต: อาจพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตข้างเดียวหรือสองข้าง โดยไม่เจ็บปวด
การดำเนินโรค: แผลริมแข็งจะหายได้เองภายใน 3-6 สัปดาห์ แม้ไม่ได้รับการรักษา แต่การที่แผลหายไปไม่ได้หมายความว่าหายจากโรค เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและจะดำเนินเข้าสู่ระยะต่อไป แต่สามารถเล่น หวยไว ต่อได้
2. ระยะที่ 2 (Secondary Syphilis)
ระยะเวลา: มักปรากฏอาการประมาณ 2-10 สัปดาห์ (เฉลี่ย 6 สัปดาห์) หลังจากแผลริมแข็งหายไป
ผื่น: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มีลักษณะเป็นผื่นแดงหรือน้ำตาลแดง ไม่คัน อาจขึ้นได้ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า (ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่สำคัญ) ผื่นอาจมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ หรือตุ่มนูนแดง
ผมร่วง: อาจมีอาการผมร่วงเป็นหย่อมๆ คล้ายรอยถูกมอดกิน (Moth-eaten alopecia)
ต่อมน้ำเหลืองโต: ต่อมน้ำเหลืองอาจโตได้หลายตำแหน่งทั่วร่างกาย เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ
ไข้: อาจมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายอาการไข้หวัดใหญ่
แผลในปาก/อวัยวะเพศ (Mucous Patches): อาจพบแผลตื้นๆ สีขาวเทาในช่องปาก หรือบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นแผลที่มีเชื้ออยู่มากและสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย
หูดข้าวสุก (Condyloma Lata): เป็นตุ่มนูนแบน สีเทาหรือชมพู มักพบที่บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือซอกขาหนีบ มีเชื้ออยู่มากและสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย
การดำเนินโรค: อาการในระยะที่ 2 นี้จะหายไปได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์หรือหลายเดือน แม้ไม่ได้รับการรักษา และเข้าสู่ระยะแฝง
3. ระยะแฝง (Latent Syphilis)
ระยะเวลา: เป็นช่วงที่ผู้ป่วย ไม่มีอาการใดๆ ปรากฏให้เห็น แต่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกาย สามารถตรวจพบเชื้อได้จากการตรวจเลือดเท่านั้น ระยะแฝงอาจกินเวลานานหลายปี หรือตลอดชีวิต
ระยะแฝงตอนต้น (Early Latent Syphilis): ภายใน 1 ปีหลังจากติดเชื้อ
ระยะแฝงตอนปลาย (Late Latent Syphilis): มากกว่า 1 ปีหลังจากติดเชื้อ
– * ความสำคัญ: แม้ไม่มีอาการ แต่ผู้ป่วยในระยะแฝงตอนต้นยังสามารถแพร่เชื้อได้ โดยเฉพาะหากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่สัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ
4. ระยะที่ 3 (Tertiary Syphilis)
ระยะเวลา: เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาในระยะแฝง อาจใช้เวลาหลายปี (10-30 ปี) หลังจากติดเชื้อ
อาการสำคัญ: เป็นระยะที่รุนแรงที่สุด เชื้อจะทำลายอวัยวะภายในที่สำคัญอย่างถาวรและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ซิฟิลิสระบบประสาท (Neurosyphilis): เชื้อเข้าสู่สมองและระบบประสาท ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและสมอง เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง, ชัก, อัมพาต, การเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ, ความจำเสื่อม, สูญเสียการมองเห็นหรือการได้ยิน
ซิฟิลิสระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Syphilis): เชื้อทำลายหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) ทำให้เกิดหลอดเลือดโป่งพอง (Aortic Aneurysm) หรือปัญหาลิ้นหัวใจ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว
กัมม่า (Gummas): เป็นก้อนเนื้อนุ่มๆ คล้ายยาง อาจเกิดขึ้นได้ที่ผิวหนัง กระดูก หรืออวัยวะภายในต่างๆ เช่น ตับ มักไม่เจ็บปวด แต่สามารถทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้
สาเหตุและการติดต่อของ โรคซิฟิลิส
สาเหตุของ โรคซิฟิลิส
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum
เชื้อนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังที่มีรอยถลอกเล็กๆหรือเยื่อบุ เช่น บริเวณอวัยวะเพศ ปาก ทวารหนัก หรือช่องคลอด
เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือด และสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้
ช่องทางการติดต่อของ โรคซิฟิลิส
1. การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน : ช่องทางหลักในการติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก แม้ไม่มีอาการชัดเจนก็สามารถแพร่เชื้อได้
2. การสัมผัสแผลของผู้ติดเชื้อ : แม้ไม่ร่วมเพศโดยตรง หากมีการสัมผัสแผลริมแข็งหรือของเหลวจากแผลก็สามารถติดเชื้อได้
3. จากแม่สู่ลูกในครรภ์ : เรียกว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด (Congenital syphilis) อาจทำให้ทารกพิการหรือเสียชีวิตได้
4. ผ่านการถ่ายเลือด (ปัจจุบันพบได้น้อยมาก) : เนื่องจากระบบคัดกรองโลหิตในปัจจุบันมีมาตรฐานที่เข้มงวดในเว็บ หวยไว
การวินิจฉัยและการรักษา โรคซิฟิลิส
การวินิจฉัยซิฟิลิส
1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์จะสอบถามถึงอาการที่สงสัย เช่น มีแผลที่อวัยวะเพศ ผื่นตามร่างกาย หรืออาการแปลกๆ
ตรวจดูบริเวณที่อาจมีแผลหรือผื่นที่เกี่ยวข้องกับโรคซิฟิลิส
2. การตรวจเลือด
VDRL (Venereal Disease Research Laboratory) หรือ RPR (Rapid Plasma Reagin): ใช้คัดกรองเบื้องต้น
FTA-ABS (Fluorescent Treponemal Antibody Absorption) หรือ TPHA: ใช้ยืนยันผลการติดเชื้อ
3. การตรวจสารคัดหลั่งจากแผล
ใช้กล้องจุลทรรศน์แบบ Dark Field เพื่อตรวจหาเชื้อ Treponema pallidum โดยตรง
นิยมในระยะแรกที่มีแผลริมแข็ง
การรักษาซิฟิลิส
1. การใช้ยาปฏิชีวนะ
Penicillin G เป็นยาหลักในการรักษา ฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพียงเข็มเดียวสำหรับซิฟิลิสระยะแรก หากเข้าสู่ระยะลุกลาม อาจต้องฉีดยาหลายครั้งในช่วงเวลาหลายสัปดาห์
ผู้แพ้เพนิซิลลิน: อาจได้รับยา Doxycycline หรือ Tetracycline (ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์)
2. การติดตามอาการและตรวจเลือดซ้ำ
ผู้ป่วยควรมาตรวจติดตามการรักษาเป็นระยะๆ
ตรวจเลือดซ้ำเพื่อตรวจดูว่าเชื้อหมดไปหรือไม่
3. การรักษาคู่นอน
ควรรักษาคู่นอนด้วยเสมอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำหรือแพร่เชื้อต่อ
ภาวะแทรกซ้อนและการป้องกันซิฟิลิสระยะยาว
ภาวะแทรกซ้อน
1. ซิฟิลิสระบบประสาท
ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ สูญเสียการทรงตัว
อาจรุนแรงถึงขั้น สูญเสียความจำหรือเป็นอัมพาต
พบได้แม้ในผู้ที่ไม่แสดงอาการชัดเจน
2. ซิฟิลิสหัวใจและหลอดเลือด
เชื้อทำลายหลอดเลือดใหญ่ เช่น หลอดเลือดแดงเอออร์ตา
อาจทำให้เกิด หลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm) หรือ หัวใจวาย
3. ซิฟิลิสที่กระดูกและอวัยวะอื่นๆ
กระดูก ผิวหนัง ตับ หรือดวงตาอาจถูกทำลาย
อาจมีอาการตาบอด หูหนวก หรืออัมพฤกษ์
4. ซิฟิลิสแต่กำเนิด
หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโดยไม่รักษา อาจแพร่เชื้อสู่ทารก
ส่งผลให้เด็กพิการแต่กำเนิด คลอดก่อนกำหนด หรือเสียชีวิตได้
การป้องกันโรค
1. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ : แม้ไม่ 100% แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก
2. ตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ : โดยเฉพาะผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง
3. รักษาความสัมพันธ์แบบปลอดภัย : มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ตรวจสุขภาพและปลอดเชื้อหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
4. หญิงตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์และตรวจคัดกรอง : การตรวจและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยป้องกันซิฟิลิสแต่กำเนิด
5.หากเคยติดเชื้อแล้ว ควรติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ : ตรวจเลือดซ้ำตามแพทย์นัด แม้อาการจะหายแล้วก็ตาม
สรุป
โรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้หลายสาเหตุเช่น การไม่ทำความสะอาดให้ดี หรือจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ทำให้มีการติดเชื้อได้ง่าย ถ้าหากที่ติดเชื้อแล้วก็ควรจะไปรักษาให้ถูกวิธีเพื่อให้โรคนี้บรรเทาลงนั้นเอง